[จบแล้วเล่า] Mass Effect: Andromeda – Wake me up when 600 years end

To explore strange new worlds

To seek out new life and new civilizations

To boldly go where no one has gone before

—— Star Trek (ชอบ 555)

 

 

 

โอเคค่ะ… เล่นจบแล้ว (นานแล้วด้วย พิมพ์เอนทรี่ไม่เสร็จสักที Y Y)

/ฉลองด้วยเด็กๆสักรูป

2sr

ของเราคือ Scott Ryder // Level 61 // 104 Hr. // เกมคอมพลีทไป 91% (เหลือ task ย่อยบางส่วน)

 

เราเริ่มเล่น 25 มีนา หลังเกมขายประมาณอาทิตย์นึง (พรีออเดอร์ไม่ทันแบบเสี้ยววิ) แล้วเพิ่งเล่นจบเมื่อปลายพ.ค. แต่ติดไฟนอลไป 20 วันได้ /ซับ ถือว่าเล่นไวและชม.เยอะสุดตั้งแต่เล่นเกมมา ชนะ DAI กับ Stardew ไปแล้ว 555

อีเกมนี้ทำให้เราตัดสินใจซื้อ PS4 ซึ่ง…..แกลบมาก เหลือผ่อนอีกเดือนจะหมดหนี้ เงินเก็บทั้งชีวิตหายไปหมดแล้ว พอ OneRepublic มากะทันหันต้องไปบัตรถูกสุด แม่ม….

 

เล่าคร่าวๆก่อนตามความเข้าใจของตัวเอง

เป็นเรื่องการบุกเบิกกาแล็คซี่ใหม่ของมนุษย์ชาติแบบ one way ticket (ไปแล้วกลับโลกไม่ได้นะ) ซึ่งมวลมนุษย์เราจะมีผู้นำคนนึงที่เรียกว่า Pathfinder (พี่ตาเอก HRK แปลคำนี้ว่าผู้เบิกทาง) เหมือนคนกำหนดทิศทางความอยู่รอดของทีมมนุษย์ เช่นต้องสำรวจ habitable planet หาทรัพยากรมาเติมเต็มให้สถานีอวกาศของเราอยู่รอด สานสัมพันธ์กับเอเลี่ยน จัดการพวก hostile ซึ่งเรานี่แหละก็คือ pathfinder!

เราโดนให้มาเป็น pathfinder แบบงงๆแถมยังเป็นผู้นำคนเดียวที่เหลืออยู่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือหาทาง gain ความเชื่อมั่นของคนอื่น และหาทางทำให้ชาวเราสามารถอยู่รอดในกาแล็คซี่ใหม่แห่งนี้ให้ได้! คือมันแอบกดดันตรงอยู่ๆแกก็ให้เด็กอายุ 22 ที่แทบไม่มีประสบการณ์การเป็นผู้นำมาก่อนมารับผิดชอบชะตากรรมของมนุษยชาติกว่า 2 หมื่นชีวิต แต่พอคิดว่าในการ์ตูนโชเน็นใช้เด็กอายุ 15 ปกป้องโลกก็เลยช่างมัน

แล้วเนื้อเรื่องมีอะไรมากกว่านี้อีกมาก แต่ถ้าพิมพ์ต่ออาจจะสปอยล์

 

++++++++++

เอาล่ะ ต่อไปอยากพูดถึง pros ก่อน

เราชอบน้องสก็อตต์มาก (ซาร่าก็น่าเอ็นดู แต่เราเล่น male คงพูดถึงไม่ค่อยได้) น้องน่ารักกกกก หลายๆคนอาจจะเล่นให้ดูเท่ดูอะไร แต่เราเล่นน้องเด๋อเว่อร์ ทำอะไรก็เด๋อ มองไปมองมาหน้าเด๋อตามอีก กลายเป็นแฟธฟายเด๋อไรเด๋อ สงสาร (แต่ก็น่ารัก 5555) ชอบเสียงพาก์น้องนะ เสียงคุณทอม เทย์เลอร์สันเวลาดัดเสียงให้สก็อตต์ทำอะไรแปลกๆ (?) ตลกมาก 5555555555

พ่อแบบ default หล่อสัส เราชอบเควสความทรงจำของพ่อมาก มันควรเป็นเควสหลักที่บังคับให้ทำอะ ยิ่งความทรงจำสุดท้ายนี่มึงเง้ยยยยยยย ถ้าใครพอรู้เรื่องตอนไตรภาคมาจะพีคมาก มันพีคจริง เล่นจบเรากลับไปเล่นไตรภาคต่อทันที 55555 แนะนำให้รีบเก็บให้หมดก่อนไป Meridian เควสสุดท้ายนะคะ

Meridian aka เควสสุดท้ายอีปิคดี ชอบ ชอบตรงที่เหล่าคนที่เราg8pช่วยจะออกมาช่วยเราสู้ด้วย คือแม่งงงงงงง /ร้อง ถ้าใครเล่น DA2 มาคงจำได้ว่า last fight ตี้เราจะช่วยเราสู้หมดเลย MEA ก็ประมาณนั้น แต่แทนที่ตี้เราด้วยคนที่เราเคยช่วยแทน

จบดี ชอบ ฟีลกู้ด อยากเล่นภาคต่อกับ DLC แล้ว Y v Y ทิ้งปมไว้เยอะมาก อย่าเพิ่งหยุดโปรเจคไปทำ Anthem กลับมาเดี๋ยวนี้ ฮืออออออออออ มีคนคำนวณให้ว่าน่าจะต้องรออีก 5 ปีเพราะ Anthem (เกมใหม่ของ EA) กับ DA4 ต่อคิวอยู่ อมก

ไม่เป็นไร ป่านนั้นมึงออกอะไรมาก็มีเงินเปย์แล้ว ทำงานแล้ว O<–<

edit ตอนที่พิมพ์อยู่ (ต้นเดือน 7) มีข่าวลือว่าเขาอาจะไม่ออก DLC แบบ singer player ที่เป็นเรื่องหลัก ก็ขอให้ไม่จริงเนอะ… ปมแต่ละอย่างที่เขาทิ้งไว้มันน่าสานต่อมาก

 

++++++++++

cons (aka โซนบ่น?) อาจมีสปอยล์บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นอะไรที่น่าจะพอรู้กันอยู่แล้วนะ

เปิดมาเลย อาร์คอนจัง…..น่ารัก (…) รัศมีตัวร้ายไม่ค่อยมี จนหลายคนล้อว่าอาร์คอนจังซึนเดเระ ข..ข้าก็ไม่ได้สนใจเจ้าแฟธฟายเดอร์เซมไปอะไรนั่นหรอกนะ! เราก็ติดเรียกเขาโดยลงท้ายว่า จัง ไปแล้ว 555555555555555555555

แล้วก็…อยู่ๆมาบอกว่าพ่อเลือกเรา ดังนั้นเราต้องเป็นแพธฟายเดอร์ (เหมือนผู้นำ ark มนุษย์) แทนพ่อ คือ…..เพราะเขาเลือกลูกแทนที่จะเป็นตัวเองอะนะ? ถ้าเขาเลือกตัวเองแล้วปล่อยลูกตายมันก็ยังไงๆอยู่ปะวะ… (ถึงจะมาเข้าใจทีหลังเพราะก่อนตายพ่อปลูกถ่ายแซมให้เราก็เถอะ) แต่ให้เด็กอายุ 22 ที่แทบไม่ได้ฝึกเห้อะไรมาเลย มาทำหน้าที่กุมชะตาของมนุษยชาตินี่มัน //ตุเหม่อ ฉับพลันนึกถึงการ์ตูนที่เด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องกู้โลก ..โอเค

ต่อมา บัคเยอะ…… เราลิสต์ไว้ได้พอสมควรอยู่ แล้วมีช่วงนึงที่ติดบัคใน Vault แล้วแก้ปัญหาไม่ได้ (ทางสตูฯก็ไม่ได้แก้ให้ด้วย) +ออโต้เซฟเราโดนไอ้ที่เสียเซฟทับไปหมดแล้ว manual ก็เช่นกัน ผลคือฉันต้องเล่นตั้งแต่ไป Kadara ใหม่ประมาณ17 ชม.ได้ ….. หลังจากนั้นเวลาลง Vault ต้อง manual save รัวๆตลอด

ความน่ารำคาญของแซม —– เป็นบัคที่แก้ไงก็ไม่หายจนมีคนทำม็อดแล้วตั้งชื่อม็อดว่า Shut up, SAM 55555555 แต่ PS4 ใช้ไม่ได้ ก็ต้องทำใจให้ชิน แรกๆรำคาญมาก ตอนนี้ก็รำคาญอยู่แต่น้อยลง

open world —– มันก็สนุกดีตรงได้ขับไปเรื่อยๆ แต่พอขับนานๆเข้า (บางทีก็หลง) มันเริ่มเบื่ออะ แล้วเควสก็จะชอบวนไปวนมาในแมพ ศัตรูก็เหมือนๆเดิม (ไม่งั้นต้องทำโมเดลเยอะ เราเข้าใจ) แบบ ขับรถ > เจอศัตรู > ตี > ขับรถต่อ > เจอศัตรูแบบเดียวกับกลุ่มที่แล้ว ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ดาวนะ แต่อิบางทีนี่ผ่านมาทีไรก็เจอมึงยิงใส่เหมือนเดิม เคลียร์ตั้งแต่ 20 ชม.ต้นๆจน 100 ชม.มึงก็ยังโผล่มายิงเหมือนเดิม อะไรเนี่ย เบื่อมากกกก จนบางทีเราขับรถหนีเลย ขี้เกียจตี

อันนี้ไม่เชิง con แต่อยากบ่นหน่อย น้องสก็อตต์ของเราโรแมนซ์คุณเรเยสที่เป็นตัวละครสมทบของแมพ Kadara ล่ะ แต่พอออกจากดาวนี้ไปแล้วเขาแทบไม่มีบทอะไรในเนื้อเรื่องอีกเลย บางทีเราก็อยากให้เขามีไดอะล็อกใหม่หรือส่งเมลมาคุยกับเราบ้าง แม่งความสัมพันธ์ยังกับ one night stand 5555555 ดีหน่อยเขากลับมาตอนเควสสุดท้าย มาช่วยแล้วขยิบตาให้เรา 1 ที ….  บอว.คะะะะะ

ต่อมา ปัญหาที่คนบ่นกันเยอะมากกกกกกก นั่นคือหน้าตัวละคร

ถ้าหวังเรื่องการอนิเมทกับสีหน้าตัวละครจากค่ายนี้นี่….เราว่าตัวเองชินแล้ว มัน bioware-ish อะ (แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะชินอะนะ…..) แต่ที่ใช้โมเดล Asari แบบเดียวกันหมดนี่ก็ชวนหงุดหงิดเหมือนกัน (มากก) ซึ่งก็พอเข้าใจอีกตรงที่เค้าแก้อะไรมากไม่ได้เพราะคงคีย์โค้ดอะไรไปหมดแล้วอะ ไม่งั้นต้องรื้อทั้งเกมเลยมั้ง แต่มันก็ชวนรำคาญจริงๆนะ เหมือนแค่กาง UV แล้วระบายสีให้ไม่ซ้ำกันแล้วเรนเดอร์ คือคุยกับตัวประกอบ Asari กี่คนก็หน้าเดียวหมด /meh แป๊บ

(นี่กุพิมพ์แรงไปมั้ย)

ส่วนเรื่องตาน่ากลัวหรือสีเครื่องสำอางเขาแก้แล้ว ไม่มีไรให้บ่นละ ส่วน new game+ ที่เล่นอยู่ก็เริ่มเจอบัคใหม่แล้ว งง ทำไมฉันเจอแต่บัค 55555555

 

และจุดที่ขัดใจที่สุด….

last fight…. เราค่อนข้าง meh มาก รู้สึกตีกับ Architect บอสประจำดาวยังเหนื่อยกว่า คนต่างชาติในเรดดิทบอกว่า คงเพราะอาร์คอนจังค่อนไปทางนักวิทยาศาสตร์มากกว่า last fight เลยไม่ค่อยสะใจเท่าไร เรา meh จริงๆนะ สู้เสร็จงงมากว่าจบแล้วเหรอ

แต่ตอนจบดี ให้อภัย สงสัยมากว่านี่งานไบโอแวร์จริงเหรอ แต่อย่าเพิ่งดีใจไปจนกว่า DLC หรือภาคต่อจะออก

 

++++++++++

สรุปแบบตัวเองด้วยพลังอวยแต่ขี้แซะจนเหมือนแอนตี้แฟน

ภาพ – 4 /โอเคเลยนะ เราค่อนข้างชอบ โดยเฉพาะ environment (น่าเสียดายที่ environment ที่เราชอบมากดันอยู่แค่ใน early design ไม่ได้ทำออกมาในเกม)

เนื้อเรื่อง – 3.5 /เทียบกันแล้วเราว่าน่าสนใจน้อยสุดในบรรดาแฟรนไชส์นี้… แต่ก็ทำให้เราเอนจอยอยู่แหละ แอบโมโหตรงที่เรื่องน่าสนใจมากๆดันอยู่ในเควสรอง ทำให้คนที่เล่นเควสหลัก only พลาดปมนั้นไป ก็ภาวนาให้เขามาเล่นแบบ full ตอนรอบ 2 แล้วกัน แถมเควสที่นี่ว่าสนุกสุดดันเป็นเควสคอมพาเนียน ซึ่งก็ไม่ใช่เควสหลัก too …

คอมแบท – 4.5 /ชอบสุด ทำให้คนไม่ถนัดเกมยิงปืนอย่างเราสนุกได้ ปล. ช่องสกิลน้อยไปหน่อย

ราคา – 3.5 /แพงสัส แต่เราเล่นเยอะเลยไม่เสียดายเงินเท่าไหร่ ถ้าไม่รีบ แนะนำให้ซื้อตอนลดดีกว่า

ความคุ้มค่าโดยรวม – 4 แล้วกัน เล่นเพลินดี มีบัคหรือจุดที่ขัดใจอยู่บ้างแต่ยังพอมองข้ามได้

 

เกมนี้ให้ประสบการณ์ที่ดีกับเราพอสมควร นี่ไม่เสียดายที่ซื้อมันมา และว่ามันก็ไม่ได้แย่เหมือนที่คนด่ากันนะ พิสูจน์เองดีสุด รอซื้อตอนลดราคาหลังจากนี้อีกปี 2 ปีก็ได้ แต่อย่าเพิ่งอคติหรือด่ากราดถ้ายังไม่ได้ลองเล่นเอง

สรุปรอบสุดท้าย เราชอบการนำเสนอเนื้อเรื่องของเขานะ (ถึงจริงๆน่าจะทำได้ดีกว่านี้ก็ตาม) ชอบที่เสนอความหวังให้กับเรา มันเป็นเกมที่ความหวังมีส่วนสำคัญมาก และการได้เห็นตัวละครของเราเติบโต (โดยเฉพาะถ้าเล่นแบบเก็บเควสย่อยเกือบหมด) จากเด็กวัยรุ่นธรรมดากลายมาเป็นผู้นำที่ดีโดยมาจากการกระทำของตัวเขาเองมันเป็นอะไรที่รู้สึกดีจริงๆ

ในเกมยังแฝงหลายๆอย่างไว้ด้วย เช่นความสัมพันธ์หลายๆรูปแบบ หรือแม้แต่การ treat บ้านใหม่ของเรา มีเควสนึงที่เราต้องเลือกระหว่างจะขุดน้ำหรือแก๊สธรรมชาติ ถ้าเราจะเลือกแก๊สธรรมชาติ เพื่อนของเราก็ถามว่า จะทำแบบนี้กับดาวแรกที่เพิ่งมาถึงจริงเหรอ ประโยคนี้ทำเราจุกพอสมควร

 

บางทีการเริ่มต้นใหม่มันก็ดีนะ แต่อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับสิ่งที่เราทิ้งเอาไว้ข้างหลังอีกก็พอ

Advertisements

[AU!Frerard fic] Dear bad kid, you’ve got a gift

มันมีวันที่พีคอีกด้อมนอกจาก XM จนผลิตงานได้จริงด้วย 555555555555

 


AU! Bandom fan fiction

Pairing : Frank Iero/Gerard Way

Event : Christmas day

Warning : Santa and the kid AU / BL / One-shot / NEVER HAPPENED IRL

***เค้าวางมือไปเกือบ 2 ปีแล้ว เค้าขอโทษที่มันไม่ดีเท่าของเก่า

.

.

58969

.

จะคริสต์มาสอีกแล้ว

.

บรรยากาศในนิวเจอร์ซีย์อบอวนไปด้วยกลิ่นหอมของขนมเค้กและคุกกี้อบใหม่ มีไฟเล็กๆและต้นคริสต์มาสประดับประดาไปทั่วเมือง ต่างตกแต่งบ้านของตนด้วยสีแดงและเขียว ตัดกับสีขาวของหิมะบางเบาที่ตกลงมาไม่หยุดหย่อน

ผู้คนเต็มถนนไปหมดเลย ทั้งครอบครัว คู่รัก หรือแม้แต่เด็กตัวเล็กๆอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาที่เอาแต่กอดแขนพ่อแม่ระหว่างดูพาเหรดแล้วถามว่า ‘ซานต้าจะมาคืนนี้จริงๆใช่มั้ยฮะ!?’

“ไร้สาระ”

“ไม่เอาน่า แฟรงค์”

เด็กชายปรายตามองพ่อของเขา

“ทำตัวให้สมเป็นเด็กหน่อยสิ นั่นไง คุณลุงซานต้า”

พ่อเขาชี้ให้ดูซานต้าคลอสชุดสีแดงที่กำลังโบกมืออยู่ในพาเหรด เหอะ นั่นก็แค่ลุงอ้วนๆที่โดนจ้างมาให้ใส่ชุดสีแดงก็เท่านั้นแหละ ขนาดเครานั่นยังเป็นของปลอมเลย แฟรงค์คิด แต่ไม่ได้พูดออกไป ถ้าเป็นพาเหรดสีดำคงเจ๋งกว่านี้เยอะ

“เรากลับตอนนี้ไม่ได้เหรอฮะ” แฟรงค์เงยหน้าถามพ่อกับแม่ เขาพยายามทำหน้าและน้ำเสียงให้ดูง่วงๆ แต่เหมือนครอบครัวเขาจะรู้ทันเลยแกล้งทำเป็นไม่สนใจ

“อีกสักครู่นะจ๊ะ พาเหรดจะจบแล้ว” แม่เขาตอบ

“แต่ผมอยากกลับแล้วนี่นา ไม่เห็นพาเหรดนี่จะมีอะไรน่าสนใจเลย”

“ลูกรู้ใช่มั้ยจ๊ะว่าถ้าดื้อ ซานต้าจะไม่ให้ของขวัญน่ะ” แม่เขาทำหน้าปรามๆ แฟรงค์ได้แต่ขมวดคิ้วแล้วก้มหน้าเล่นถุงมือตัวเอง เขาบ่นอุบแบบกะไม่ให้ใครได้ยิน

“จะให้ได้ไง ก็ซานต้าเป็นแค่เรื่องหลอกเด็กนี่นา”

.

.
++++++++++

“แฟรงค์จ๊ะ อย่าลืมแขวนถุงเท้าไว้ที่เตาผิงนะ”

เสียงของแม่ดังแว่วออกมาจากห้องครัว แฟรงค์เหลือบมองไปตามเสียงครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจึงยัดขนมรูปร่างเหมือนถ่านที่ซื้อมาระหว่างกลับบ้านลงในถุงเท้าตัวเอง เด็กชายยิ้มเยาะกับการกระทำของตัวเองอยู่สักพัก ก่อนจะทำสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม

อายุตั้ง 8 ขวบแล้ว ยังจะให้เชื่อเรื่องซานต้ามีจริงอีก

เขารู้ว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวงตั้งนานแล้ว ก็นะ มันมีหลักวิทยาศาสตร์ที่บอกว่าซานตาคลอสส่งของขวัญทันภายใน 1 คืนได้อย่างไร แต่พอคิดว่า ‘ถ้าบ้านนั้นไม่มีปล่องไฟ ก็เท่ากับว่าต้องปีนเข้ามาทางหน้าต่างน่ะสิ’ ก็รู้สึกดูเป็นคุณลุงอันตรายขึ้นมาทันที ไหนจะกวางเรนเดียร์กับเลื่อนลอยฟ้าอีก ปริมาณของขวัญที่ต้องแจกเด็กหลายล้านคนก็ไม่น่าจะพอใส่ในถุงด้วย

อืม นี่มันทำลายความฝันชะมัด… บางทีสิ่งที่ทำลายความฝันเด็กก็คงเป็นจุดบอดที่ผู้ใหญ่ไม่ทันนึกถึงนี่แหละ

ก่อนวันคริสต์มาส 1 อาทิตย์ ปู่กับพ่อของเขาก็เวียนกันมาถามเขาว่าได้เขียนจดหมายหาซานต้าถึงสิ่งที่อยากได้ไปหรือยัง แฟรงค์ไหวไหล่ พร้อมยื่นกระดาษที่เขียนว่า ‘All I want is nothing’ ให้ ตอนนั้นเขารู้สึกตัวเองเป็นฝ่ายชนะมากเพราะพ่อเขาได้แต่ถอนหายใจ แฟรงค์รู้มาตลอดแหละว่าตัวจริงของซานตาคลอสในบ้านหลังนี้ก็คือพ่อกับปู่ของเขาเอง

“ทำไมลูกยังไม่นอนอีกล่ะ เดี๋ยวซานต้าก็ไม่มาหรอก” พ่อเขาพูดขึ้น แฟรงค์หันไปขานรับเบาๆแล้วเดินขึ้นห้องนอนตัวเอง อยากจะรู้แล้วสิว่าพ่อจะเอาของขวัญมาให้ตอนกี่โมงนะ…

แฟรงค์ดูนาฬิกาที่หัวเตียง ตอนนี้ 5 ทุ่มแล้ว เอาล่ะ เขาคงต้องถ่างตารอจนถึงเที่ยงคืนแล้วล่ะนะ

.

.

++++++++++

แฟรงค์เผลอหลับไป

แต่เขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงดังข้างหน้าต่าง มันเป็นเสียงดังเหมือนมีใครแอบเปิดหน้าต่างแล้วหัวไปชนเข้ากับกระจก แฟรงค์หรี่ตามองไปมาในความมืด มีกล่องของขวัญ 3 กล่องวางอยู่ที่พื้นข้างเตียง แน่นอนว่ากล่องหนึ่งเป็นของพ่อกับแม่ ส่วนอีกกล่องของคุณปู่

หืม… แล้วอีกอันมาจากไหนล่ะ?

แฟรงค์ลุกจากเตียงช้าๆ เขากำไฟฉายไว้ในมือข้างหนึ่งแล้วเปิดสวิตช์ (แฟรงค์ก็อยากจะเปิดไฟห้องเลยอยู่หรอก แต่ถ้ามีอะไรพุ่งใส่เขาระหว่างเดินไปเปิดไฟจะทำอย่างไรล่ะ) เขาส่ายไฟฉายไปมาในห้อง แต่ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากเจ้าหมาตัวใหญ่ที่นอนหลับอยู่ปลายเตียง แฟรงค์ขมวดคิ้ว เขาเดินไปส่องไฟแถวหน้าต่างตามเสียงประหลาดที่ได้ยิน แล้วเขาก็พบกับที่มาของเสียงนั้น….

“ขโมย..?”

แฟรงค์เกือบจะตกใจแล้ว ถ้าไม่ติดว่าขโมย (เขาคิดว่างั้นนะ) หลบอยู่หลังผ้าม่าน ซึ่งมันไม่เนียนเอาซะเลย ..

“อืม… ไม่ใช่สักหน่อย แต่ถ้าจะคิดงั้นก็ไม่แปลกใจเท่าไรหรอกนะ”

คนตรงหน้าเขาพูดเสียงเบาๆ เขาเป็นผู้ชายตัวสูง (เอาจริงๆทุกคนสูงหมดแหละถ้าเทียบกับแฟรงค์) ใส่หมวกไหมพรมกับเสื้อโค้ทมีฮู้ดสีแดง มีเป้ใบใหญ่สะพายอยู่ข้างหลัง ดูยังไงก็ขโมยชัดๆ

“ผมให้เวลาคุณ 3 วินาทีในการออกไปจากห้องนี้ ไม่งั้นผมจะแจ้งตำรวจ”

แฟรงค์ไม่ควรจะบอกแบบนี้เลย แต่ท่าทีของคนตรงหน้าทำให้เขารู้สึกสงสารอย่างบอกไม่ถูก ชายคนนั้นย่อตัวลงมาคุยกับเขา

“เฮ้ ใจเย็นสิเจ้าหนู ฉัน…อืม ฉันเป็นคนเอาของขวัญกล่องนั้นมาให้นายเอง เพราะงั้นใจเย็นๆนะ เอ่อ….ฉัน…ฉันเจอราร์ด หวัดดี”

ขโมย (แฟรงค์ยังคงปักใจเชื่อแบบนั้น) ที่ชื่อเจอราร์ดพูดด้วยความลนลานแล้วยื่นมือมาที่แฟรงค์หมายจะจับมือ แฟรงค์มองนิ่งๆ

“เดี๋ยวนี้ขโมยเค้าหากินกันแบบนี้แล้วเหรอฮะ?”

“ฉันไม่ใช่ขโมย! แต่เป็น….ยังไงดี” เจอราร์ดจับๆปลายผมประบ่าสีดำของตัวเองเหมือนนึกคำพูดไม่ออก

“ซานตาคลอส?” แฟรงค์ถาม

“อะ ใช่! จะว่าแบบนั้นก็ได้” เขายิ้มกว้าง แฟรงค์พิจารณาคนตรงหน้า

“แล้วทำไมไม่มีเคราล่ะ? เลื่อนกับกวางเรนเดียร์ด้วย”

“นั่นมันสิ่งที่ลุงคนหนึ่งจินตนาการขึ้นมาต่างหาก มีจริงซะที่ไหนล่ะ” เจอราร์ดสวนกลับ “ฟังนะ นายอาจไม่เชื่อฉัน แต่ที่ฉันอยากบอกคือฉันทำงานเป็นคนส่งของขวัญในเมืองนี้มาเกือบร้อยปีแล้ว และฉันก็ไม่จำเป็นต้องใช้กวางเรนเดียร์ด้วย”

“คุณเป็นผีเหรอ?” แฟรงค์เริ่มยิ้มขึ้นมา

“ไม่ใช่ผี แต่เป็น…นั่นแหละ ซานต้า”

“คือคุณส่งของขวัญคนเดียวรอบโลกเลยเหรอ แล้วที่บอกว่าอยู่มาเกือบร้อยปีนั่นเป็นไปได้ยังไง!?” เด็กชายทำน้ำเสียงตื่นเต้นจนเจอราร์ดต้องยกมือปิดปากแฟรงค์ไว้

“นายจะทำให้คนอื่นในบ้านตื่นนะ! และถ้าพวกเขาเห็นฉัน สัญญาได้เลยว่าเด็กทุกคนในเมืองนี้จะอดได้ของขวัญไปตลอดกาล”

“ผมไม่แคร์หรอก” แฟรงค์ไหวไหล่

“นายนี่ก็ไม่เคยจะเชื่อว่าซานต้ามีจริงสักปี!” เจอราร์ดบ่นแล้วยกมือหยิกแก้มแฟรงค์หนึ่งที

“อย่ามาทำเหมือนรู้จักกันดีหน่อยเลยน่า!” เขาปัดมือเจอราร์ดออก แล้วค่อยขยับไปกุมแก้มตัวเอง

“ก็ต้องรู้จักดีสิ! ฉันเห็นนายมาตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่ด้วยซ้ำ ถุงมือโครงกระดูกที่นายได้ตอน 6 ขวบก็ฉันนี่แหละที่เป็นคนให้!”

แฟรงค์เงยหน้ามองเจอราร์ดสลับกับถุงมือไร้นิ้วลายโครงกระดูกที่ตัวเองสวมอยู่

“จริงเหรอ..?”

“จริง” เจอราร์ดถอนหายใจ “ไหนๆบ้านนายก็เป็นหลังสุดท้ายแล้ว งั้นมาคุยกันหน่อยแล้วกัน” เขามองนาฬิกาข้อมือตัวเองที่กำลังเรืองแสงสีเขียวอ่อน

“ยังพอมีเวลาจนกว่าจะถึงเช้า”

.

.

++++++++++

“สรุปคือพวกคุณทำงานกันโดยมีซานต้าคนหนึ่งเป็นเฮดใหญ่อยู่ขั้วโลกเหนือ แล้ว…บนโลกนี้มีซานต้าย่อยๆกี่คนกันแน่เนี่ย”

“โทษที ไม่เคยนับเหมือนกัน”

แฟรงค์กลอกตา

“แล้วทำไมปกติถึงไม่มีใครเห็นพวกคุณเลยล่ะ?”

“ถ้าบอกก็ไม่ขลังสิ” เจอราร์ดตอบพลางหัวเราะ “แต่โชคร้ายหน่อยที่ฉันพลาดไปชนกระจกเพราะเห็นหมานายนอนอยู่”

เด็กชายหันหน้าไปมองเจ้าหมาสีน้ำตาลที่หลับอุตุไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย

“คือแบบ…ฉันไม่ค่อยถูกกับหมาตัวใหญ่ๆเท่าไร” เจอราร์ดขมวดคิ้วแล้วก้มหน้าถูมือตัวเองไปมาอยู่ตรงขอบเตียงเงียบๆ โอเค อย่างน้อยแฟรงค์ก็รู้จุดอ่อนอย่างหนึ่งของหมอนี่แล้ว แฟรงค์จึงทำเป็นเปลี่ยนบทสนทนา

“ปกติคุณจะให้ของขวัญไปจนกว่าพวกเราอายุเท่าไรน่ะ?”

เจอราร์ดเงยหน้ามองขอบหน้าต่างเหมือนกำลังใช้ความคิด

“ก็คง…จนกว่าพวกเขาจะหยุดเชื่อว่าซานต้ามีจริงล่ะมั้ง”

“แต่ผมก็ไม่เคยเชื่อนา” แฟรงค์แสยะยิ้มมองอีกฝ่าย เจอราร์ดยิ้มน้อยๆแล้วดันหัวแฟรงค์ให้ไปอีกทาง

“นายมันเคสพิเศษเถอะ เจ้าเด็กดื้อเอ๊ย”

“งั้นแสดงว่าผมจะได้ของขวัญจากคุณไปตลอดชีวิตเลยงั้นสิ?” แฟรงค์แกล้งถามออกไป จริงๆถ้าเจอราร์ดจะให้ของขวัญทุกปีเขาก็ยินดี อย่างน้อยก็เป็นของฟรี

“ไม่หรอกน่า อืม…เอางี้ดีกว่า ฉันจะให้สมุดนี่กับนายไว้นะ”

“หือ?”

“เพราะฉันปรากฏตัวได้แค่วันคริสต์มาสไง ดังนั้นเราจะคุยกันผ่านสมุดนี่”

เจอราร์ดยื่นสมุดปกแข็งสีดำเล่มเล็กๆ หนาประมาณพจนานุกรมให้เขา

“ถ้านายอยากบ่น หรือปีหน้าอยากได้ของอะไรก็เขียนลงในนี้แล้วเก็บสมุดไว้ในลิ้นชักซะ พอวันต่อมานายก็จะเจอที่ฉันเขียนตอบนายอยู่ในนั้นเอง”

แฟรงค์ก้มมองสมุดในมือแล้วทำหน้างงๆใส่คนตรงหน้า

“ก็เท่ากับว่าคริสต์มาสหลังจากนี้ผมจะไม่เจอคุณแล้วเหรอ?”

“เจอบางปีต่างหาก ถ้านายทำตัวเป็นเด็กดื้อไม่ยอมนอนไวแบบวันนี้น่ะนะ”

เด็กชายหัวเราะคิกคัก แต่เจอราร์ดก็พูดขัดเสียงหัวเราะนั้น

“แต่จำไว้อย่างหนึ่ง”

เจอราร์ดเดินไปเปิดหน้าต่าง ลมหนาวกระทบผิวแฟรงค์จนเขาต้องถอยห่างออกมา ซานตาคลอสของเขาหันกลับมาพูดประโยคหนึ่งกับแฟรงค์ก่อนที่จะปีนออกจากหน้าต่างแล้วหายตัวไป

.

.
“ถ้านายเขียนถึงหน้าท้ายสุดเมื่อไร นั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่นายจะได้เจอกับฉัน”

.

.

++++++++++

เจอราร์ดพูดทิ้งท้ายไว้แบบนั้น แล้วแฟรงค์ก็แทบไม่ได้เจอเขาอีกเลย

ครั้งถัดมาที่เจอราร์ดมาหาที่บ้านคือตอนเขาอายุ 12 ต่อมาคือตอนอายุ 15 ในขณะที่แฟรงค์โตขึ้นเรื่อยๆจนสูงเกือบเท่าเจอราร์ดแล้ว แต่ซานตาคลอสคนนี้ (ที่ดูอย่างไรก็ยังเหมือนขโมยมากกว่าอยู่ดี) ไม่ได้ดูอายุเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปเลย เขาเคยแกล้งถามลงไปในสมุดว่า ‘สรุปนายเป็นปีศาจใช่ไหม?’ เจอราร์ดก็ตอบกลับมาว่า ‘เออ ฉันเป็นปีศาจที่เอาของขวัญมาให้เด็กดื้ออย่างนายไง’

แฟรงค์นั่งอ่านบทสนทนาเก่าๆในสมุดที่ตอนนี้จำนวนหน้าร่อยหรอลงเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็คุยกับเจอราร์ดในสมุดมาเกือบสิบปีแล้ว การคุยกันมายาวนานนี้ทำให้เขารู้อะไรหลายอย่างมาก เช่น น้องชายเจอราร์ดเป็นซานต้าเหมือนกันแต่อยู่คนละเมือง เขาวาดรูปน้องชายตัวเองขี่ยูนิคอร์นมาให้ดูด้วย ฝีมือเขาใช้ได้เลย

เจอราร์ดเขียนเก่งมาก แฟรงค์พยายามเขียนหาเขาจนเต็มหนึ่งหน้ากระดาษสมุด แต่เจอราร์ดจะตอบกลับมาด้วยจำนวนสามหน้ากระดาษขึ้นไปเสมอ เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสมุดถึงหมดไว

พวกเขาเคยกระทั่งผลัดกันแต่งเพลงลงสมุด แล้วก็จบลงด้วยการที่เนื้อหามันเละเทะไม่มีชิ้นดี แต่แฟรงค์ก็ชอบมัน เขาแต่งทำนองด้วยกีตาร์ ลองร้องเพลงดู อัดลงเทป แล้วใส่ไว้ใต้ลิ้นชักพร้อมกับสมุด วันต่อมาเจอราร์ดก็เขียนชมเพลงที่เขาอัดลงในสมุดจนเต็มหน้ากระดาษอีกตามเคย

ตอนอายุ 15 เขาขอช่อมิสเซิลโทเป็นของขวัญแล้วเจอราร์ดก็บ้าจี้เอามาให้ถึงบ้านจริงๆ

.

‘จี ทำไมวัชพืชอย่างมิสเซิลโทถึงกลายเป็นตำนานรักหวานซึ้งไปเฉยล่ะ?’ แฟรงค์ถามขึ้นมาขณะแขวนช่อมิสเซิลโทที่ได้จากเจอราร์ดไว้ที่หน้าต่าง

‘ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ไอ้พืชนี่มันสยองมากแท้ๆ’ เจอราร์ดตอบ

‘แล้วนายว่าฉันขอเจ้านี่มาเป็นของขวัญทำไมกันนะ?’ แฟรงค์แกล้งถาม เอาจริงเขาก็ไม่รู้ว่าขอไปทำไม

‘บางทีนายอาจอยากพาสาวเข้าห้องมาจูบใต้หน้าต่างที่มีวัชพืชสยองขวัญแขวนอยู่ล่ะมั้ง’ เจอราร์ดตอบพลางเอานิ้วเขี่ยๆมิสเซิลโทเล่น

‘แต่ฉันไม่เคยพาสาวเข้าห้องเลยนา’ แฟรงค์เดินเข้าไปยืนมองช่อมิสเซิลโทข้างๆเจอราร์ด แล้วเบนสายตาไปหาอีกฝ่าย

‘โกหกไม่เนียนนะแฟรงค์กี้’ เจอราร์ดมองเขากลับ

‘ไม่เคยจริงๆ’ แฟรงค์พูดปนหัวเราะ พลางขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ๆจนเกือบชิด ‘มีแต่นายเนี่ยแหละที่มาหาฉันถึงห้อง’

.

แล้วเจอราร์ดก็ไม่มาให้เขาเห็นอีกเลย

.

หลังจากวันนั้น เจอราร์ดก็เขียนว่าเขาลงในสมุดเยอะมาก แต่แฟรงค์ไม่โกรธ ค่อนไปทางขำมากกว่าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะประโยค ‘เจ้าเด็กบ้า นายทำให้ฉันดูแย่’

แฟรงค์ในวัย 18 ย้อนอ่านแล้วก็ได้แต่หัวเราะกับปฏิกิริยาของเจอราร์ดที่ทำตัวเหมือนเด็กยิ่งกว่าเขาอีก เขาเปิดสมุดอ่านไปเรื่อยๆก็มาสะดุดกับตัวหนังสือที่ดูยังไงก็เป็นลายมือของเจอราร์ดเขียนอยู่ที่หน้ารองสุดท้าย เจอราร์ดเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?

.

‘เลือกของขวัญชิ้นสุดท้ายดีๆนะ — G’

เขาขมวดคิ้ว ในหัวเริ่มนึกถึงประโยคที่เจอราร์ดเคยบอกไว้ตอนเจอกันครั้งแรก

.

“จะครั้งสุดท้ายแล้วเหรอ…”

.

.
++++++++++

“ทำไมนายยังไม่เขียนอีก”

เจอราร์ดพูดขึ้นขณะที่ก้าวเข้ามาในห้อง เขายังใส่ชุดเดิม สวมหมวกใบเดิม สะพายกระเป๋าเป้ใบเดิม เขาแขวนมิสเซิลโทช่อเล็กๆไว้ที่ขอบหน้าต่างเหมือนเป็นธรรมเนียมที่ต้องทำทุกปีไปแล้ว หลังจากนั้นจึงเบนสายตาไปยังแฟรงค์ที่กำลังยืนพิงประตูพร้อมกับถือสมุดอยู่ในมือ

“มันคิดไม่ออกนี่นา” เขาก้มหน้าตอบนิ่งๆ

“อะไรก็ได้น่ะแฟรงค์กี้ ลองเลือกมาสักอย่างสิว่าตอนนี้นายต้องการอะไรมากที่สุด”

แฟรงค์เงยหน้ามองเจอราร์ด

“อะไรก็ได้เหรอ?”

“ถ้าไม่เกินขอบเขตความสามารถของฉันนะ” เจอราร์ดตอบกลับ แฟรงค์ถอนหายใจออกมา

“งั้นคงไม่ได้หรอก”

“ก็แล้วต้องการอะไรล่ะ?”

“อืม….” เขาเรียบเรียงคำตอบ “ฉันชอบคนๆหนึ่งอยู่ นายน่าจะรู้ใช่ไหม”

เจอราร์ดทำหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า

“อ๋อ ที่บ่นลงสมุดบ่อยๆ”

“ใช่ คือฉันกับเขารู้จักกันด้วยความบังเอิญ แล้วนานๆทีเราถึงจะได้เจอกันเพราะฝ่ายนั้นอยู่ไกลจากฉันมากๆ แต่เราก็คุยกันผ่านตัวอักษรตลอด”

“อือฮึ”

“มันตลกดีนะ แต่ฉันชอบความคิดและตัวอักษรทุกตัวที่เขาเขียนเลย ฮะๆ ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในตัวหนังสือคือตัวตนจริงหรือทุกอย่างของเขาไหม บางทีความจริงมันอาจจะไม่สวยงามเหมือนกับที่คิดไว้ก็ได้ แต่ตอนนี้ฉันก็มีความสุขนะ”

“รู้สึกดีกับใครสักคนผ่านตัวอักษรก็โรแมนติกดีนะ” เจอราร์ดยิ้มน้อยๆ พลางหันไปมองหิมะนอกหน้าต่างที่กำลังพิงอยู่

“พอยอมรับแบบนี้ก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกัน” แฟรงค์หัวเราะ “เอาล่ะ คุณซานต้าช่วยฟังคำขอของฉันทีได้ไหม?”

“ว่ามาเลย”

“คืองี้… ” แฟรงค์หายใจเข้าลึกๆ เด็กหนุ่มบีบมือทั้งสองข้างของตัวเองแน่นแล้วก้าวไปยืนต่อหน้าอีกฝ่าย “จี ฉันต้องการนาย อย่าจากฉันไปเลยนะ”

“…..อะ..หา?” เจอราร์ดหุบยิ้มลง “นี่..ที่พูดมานายหมายถึงฉันเหรอ? ไม่เอาน่า แฟรงค์ มันเป็นไปไม่ได้ และนายเองก็จะทำตัวเป็นเด็กตลอดไปไม่ได้!”

“จะให้ฉันอยู่ในโลกที่ไม่มีนายเนี่ยนะ?”

“ใช่.. ก็มันเป็นเรื่องปกติของโลกนี้นี่ ไม่ว่าใครจะตายหรือหายไป สุดท้ายนายก็ต้องเดินหน้าต่อไปอยู่ดี”

แฟรงค์เงียบไป เขาจ้องมองหน้าเจอราร์ดนิ่งๆ จนเจอราร์ดต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปทางอื่น

“โอเค แต่ก่อนอื่นช่วยตอบคำถามฉันข้อหนึ่งที”

“..อะไรล่ะ?” เจอราร์ดถามกลับด้วยเสียงเบา ตายังคงมองอยู่ที่พื้น

“จากสเกล 1-10 ความรักของนายที่มีให้ฉันอยู่ในระดับไหน?”

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองคนถามอย่างรวดเร็ว เขาทำสีหน้าเหยเก ในขณะที่แฟรงค์ยังคงทำหน้านิ่งเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน

“ฉันตอบไม่ได้ ขอโทษนะ…”

“ตอบฉันมา”

สายตาเจอราร์ดมองล่อกแล่กไปยังทุกอย่างยกเว้นคนตรงหน้า จนแฟรงค์ต้องยกมือทั้งสองข้างจับใบหน้าอีกฝ่ายเพื่อดึงความสนใจให้กลับมามองหน้าตัวเอง

“ขอร้องล่ะ… จี”

เจอราร์ดเงียบลง ก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมา

“ของนามธรรมแบบนี้มันวัดกันได้ที่ไหนเล่า…”

แฟรงค์ปล่อยมือออก

“หมายถึง…..”

“ก็น่าจะรู้ตั้งแต่ฉันส่งมิสเซิลโทบ้าๆมาให้หลังจากนั้นทุกปีแล้วนี่ อย่าให้ต้องพูดตรงๆได้ไหม!”

เจอราร์ดยกมือตัวเองขึ้นปิดหน้าตัวเองแล้วบ่นรัวราวกับกระสุน “ให้ตายเถอะ… ฉันทำอะไรลงไป ทำไมฉันต้องมารู้สึกแบบนี้กับเด็กบ้าที่เคยไม่เชื่อว่าฉันมีตัวตนจริงๆด้วยเนี่ย……”

แฟรงค์หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

“เงียบซะแฟรงค์กี้ ไม่น่าขำเลยสักนิด” เขาว่า มือยังคงปิดหน้าอยู่แบบนั้น เด็กหนุ่มเห็นท่าไม่ดีเท่าไรเลยรีบหาทางเปลี่ยนบทสนทนา แฟรงค์พยายามยกมืออีกฝ่ายลง จนเผยให้เห็นใบหน้าเจอราร์ดที่กำลังทำหน้าโกรธสุดๆ

.

แถมแดงสุดๆอย่างกับมะเขือเทศแน่ะ

.

“เอ้อ จี ตอนนั้นฉันเคยให้นายทายใช่ไหม ว่าฉันขอมิสเซิลโทมาทำไม”

“…อือ”

“ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ บางทีอาจจะแค่อยากรู้ว่าไอ้ความเชื่อไร้สาระนั่นจะเป็นจริงรึเปล่าล่ะมั้ง”

เจอราร์ดไม่พูดอะไร แฟรงค์ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายทีละนิดจนถึงระยะที่ลมหายใจสัมผัสกัน ใกล้จนกระจกหน้าต่างที่เจอราร์ดพิงอยู่สะท้อนภาพช่อมิสเซิลโทที่แขวนไว้และตัวเขาที่อยู่ในดวงตาของคนตรงหน้ามาโดยตลอด

.

.

.
“ให้ฉันพิสูจน์ได้ไหม..?”

.

.

.

.

.

.

“..ยังต้องถามอีกเหรอ”

.
.

58969

.

สวัสดีแก เราเอง …

เราตั้งใจว่าจะไม่กลับมาสายนี้แล้ว (ขอโทษด้วยที่หนูดองเชริคมา 2 ปี 55555) แต่เพราะเราทำงานเช้าถึงค่ำ เราไม่สามารถวาดหรือเขียนคอมิคได้ เราเลยต้องกลับมาทำฟิคอีกครั้ง… ซึ่งมันไม่ได้ดีเท่าสมัยแต่งเชริค เรารู้ เราเองก็ขัดใจ แต่ ณ จุดนี้เราทำได้แค่นี้แหละ /เอาครีบฉลามก่ายหน้าผาก ใจจริงก็อยากวาดแฟนอาร์ตฟิคตัวเองด้วย (ดูฟอร์เอเวอร์อะโลน ทำเองทุกอย่าง 55555555555) แต่ไม่มีเวลาเลย แง

เราได้พล็อตนี้มาจากเพลงที่คนในเรดดิท MCR โพสต์เว้ย เป็นเพลงคริสต์มาสของแฟรงค์กี้ โคตรพีค อันนี้

…..

ไม่รู้ว่าจะมีใครอ่านมั้ย ด้อมในไทยโคตรไม้จิ้มฟัน 555 แต่หวังว่าจะอ่านแล้วไม่งงนะ ขอโทษด้วยที่เนื้อหามันดูรีบๆ เราพยายามแล้วจริงๆแก มันยากมาก โดยเฉพาะคนที่เอามาแต่งฟิคดันมาจากคนจริงๆด้วย ตีความคาร์ยากเข้าไปใหญ่ /ลูบหน้า แถมตอนแรกได้แบดเอนด์ด้วย.. แต่น่าสงสารไปเลยแต่งใหม่ หงุง

.

ฮือ เอาจริงๆคือแต่งตั้งแต่ต้นเดือนเพราะรู้ว่าไม่ว่างแน่ๆ บางคนน่าจะเคยเห็นเราสติแตกในทวิตกลางดึก มันเพราะเรื่องนี้นี่แหละ 55555

โอเค ลาก่อย หวังว่าจะมีโอกาสได้เขียนเฟอร์ราร์ดอีก

.

แต่คราวนี้ไม่มีฟิคปีใหม่เหมือนเชริคแล้วนะ คิดไม่ออก คิดได้แค่ต้นเรื่องแล้วก็ไม่มีอะไรอีกเลย เพราะงั้นไม่แต่งละ (…)

เทกระจาด MCR ภาคต่ออีกนิด

กลับมาอีกรอบ มันยังเหลืออีกอันที่อัพลงเอนทรี่นั้นไม่ได้

ตะต๊าน

st12

อันนี้แหละไฮไลท์ของจริง เพราะอันสวยๆเว็บต่างชาติขายแพงมากก็เลยทำเอง งานสู้เค้าไม่ได้ก็ช่าง 555555555555555

แต่พอจะเอาไปปริ๊นท์ก็ไม่ได้ใช้อันนี้อะ ขี้เกียจจัดใหม่ ปริ๊นท์ๆไปเหอะไม่ได้ทำขายใคร #…

(จริงๆตอนนี้ก็ยังไม่ได้ปริ๊นท์ ร้านที่ม.ไม่มีไฟฟ้า ทำไม่ได้ /ซับ)

 

ไปจริงๆแล้วฮะ เจอกันเมื่อมีเรื่องให้อัพ

เทกระจาด MCR

หวัดดีค่ะซิส ช่วงนี้เปิดเทอม แต่งานยังไม่ค่อยเยอะ เลยถือโอกาสมาอัพกันร้างก่อนจะไม่ได้อัพอีกหลายเดือน

เราเพิ่งรู้เว่ยว่าไม่ได้อัพเกี่ยวกับวงที่ตามอยู่เลย โอเค งั้นถือโอกาสมาสาดแฟนอาร์ตอิวงนี้เลยละกัน

 

My Chemical Romance ค่ะซิส เพลงเพราะเยอะดี ไปลองดูนะ

นอกจากเพลงแล้ว ส่วนที่เราชอบก็คือ guyliner นี่แหละ แฮ่ก แค่ก

โอเค สาดเลยละกัน มีเยอะมาก ขนาดคัดมาแล้วนะ

 

ถัดมาเป็นงานมือ ส่วนตัวชอบมากกว่าซีจี #…

 

อันนี้ไฮไลท์ โซพราวด์มาก

13934649_583365481842472_4163197697567020458_n

(…..)

 

 

ไปละ

[แนะนำ?] The True Lives of the Fabulous Killjoys

มาแนะนำคอมิคค่ะ The True Lives of the Fabulous Killjoys แต่งโดยที่รักของเราเอง ภาพน่ารักมากกก ชอบ

13151729_834780619989073_1630054441790995258_n

เบื้องหลังความร้ายกาจของเรื่องนี้คือ ศิลปินคนนึง (aka พี่ Gee) นางออก mv ที่สตอรี่น่าสนใจมากกกกกมา 2 ตัวแล้วก็จบแบบค้างคาให้เราไปหาคอมิคที่นางแต่งเองอ่านต่อ #การตลาดโหดสัส

เนื้อเรื่องมันเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนนึงที่ถูกกลุ่มฮีโร่ 4 คนชื่อแก๊งว่า Killjoys ช่วยชีวิตไว้จากการจับตัวของพวกตัวร้าย Better life Industry (aka BL Ind. โคตรเท่) แต่ทุกคนในกลุ่มนั้นก็ตายขณะช่วยชีวิตเธอ และคอมิคเล่มนี้จะเล่าต่อจากเหตุการณ์นั้นว่าหลายปีผ่านไปเธอเป็นยังไงบ้าง

ลิ้งค์ mv ก่อนเหตุการณ์ในคอมิค คือเราแม่งชอบมาก โคตรเท่
Part 1 : https://youtu.be/egG7fiE89IU
Part 2 : https://youtu.be/hTgnDLWeeaM

ซึ่งคนแต่งเรื่องนางเลือกคนวาดที่งานดูญี่ปุ่นมาก เหมือนจะให้เข้ากับอัลบั้มของนางที่อินโทรเพลงเปิดตัวตลค.คนนึง (อิ Poison ตัวที่นางเล่นนี่แหละ) เป็นภาษาญี่ปุ่น อีก mv นึงก็มีภาษาญี่ปุ่น เราว่านางควรกลับบ้านไปเล่นโปเกมอนกับลูก

—————————–

เค คือเนื้อเรื่องมันก็ต่อจากใน mv Sing นั่นแหละ มันจะมีพาดพิงฉากใน mv ให้คนอ่านได้หายคิดถึงด้วย

hls2
ขา Kobra นี่อีกนิดเดียวจะฟาดหัวพี่ชายแล้วนะลูก

แล้วเนื้อเรื่องก็จะแบ่งเป็นหลายๆฝั่ง มีทั้งเด็กผู้หญิงคนเดิมในวัย 15, แก๊งวัยรุ่นหลากสีที่ดำเนินเป้าหมายในชีวิตตาม Killjoys, คุณลุงนักฆ่าที่หน้าคล้ายมาร์ค สตรอง, แอนดรอยด์สาวที่กำลังหาทางช่วยแอนดรอยด์เพื่อนรักอีกคน

เราชอบเรื่องนี้มากกว่า Umbrella Academy นะ (อีกเรื่องนึงที่นางแต่ง) แต่เราว่าตัวละคร UA มีเสน่ห์มากกว่า ที่สำคัญคือสาวน้อยตัวเอกกับ Val (คนนี้ๆ!) น่าชิพมากกกก /อะไรนะกำแพงอายุ—-

hls

hls3
(ไม่สปอยล์) ตอน Val ย้อมผมแบบ Poison แล้วถอดหน้ากากล่ะแก ฉันแทบขูดจอจนเล็บพัง

 

สุดท้ายนี้ ตอนอ่านอย่าลืมเปิดบั้ม Danger Days ฟังไปด้วยนะ โคตรได้อารมณ์ จุ๊บ

tumblr_nuuee50L6e1u33qsro1_500